stretching

ในการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาต่างๆ จำเป็นจะต้องมีการ warm up เพื่อให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมรับภาระต่างๆที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่าการยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นการเตรียมพร้อมที่เหมาะสม จริงๆแล้วขึ้นกับความหนักหน่วงของกิจกรรมที่เรากำลังจะทำ เช่น หากจะเดินเล่นรอบๆสวนสาธารณะ การยืดเหยียดเล็กน้อยก็คงเพียงพอ แต่อาจไม่เหมาะสำหรับการเตรียมก่อนการวิ่งแข่ง 100 เมตร เป็นต้น และหากลงลึกในรายละเอียดแล้ววิธีที่ใช้ในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก็ต่างกันด้วย

เราอาจแบ่งการยืดเหยียดกล้ามเนื้อออกได้เป็น 2 ประเภท

  1. Static Stretching อธิบายง่ายๆก็คือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบค้างนิ่งๆ เช่น ก้มตัวแตะพื้นแล้วค้างไว้ 10 วินาทีเพื่อให้กล้ามเนื้อหลังและขายืดตัว เป็นต้น ซึ่งเราคงรู้จักการยืดประเภทนี้กันดี 
  2. Dynamic Stretching เป็นการขยับร่างกายเพื่อให้เส้นเอ็นและข้อต่อต่างๆเริ่มมีการยืดคลายตัว เช่น การกระโดดตบ แม้ดูผิวเผินแล้วกล้ามเนื้อจะไม่ได้ยืดเหยียดมาก แต่ข้อไหล่,ศอก, สะโพก, เข่า, ข้อเท้า ได้มีการขยับ สุดท้ายข้อต่อต่างๆเหล่านี้จะมีการผ่อนคลายตัว และขยับได้ดีขึ้น
เราจำเป็นต้องรู้จักการยืดเหยียดทั้ง 2 ประเภทนี้ เนื่องจากมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน
ก่อนการออกกำลังนั้น แนะนำให้เน้น Dynamic Stretching เป็นหลัก เนื่องจากทำให้ข้อต่อต่างๆคลายตัวพร้อมที่จะเคลื่อนไหว อีกทั้งการขยับร่างกายจะกระตุ้นให้ระบบหัวใจและหลอดเลือดมีการปรับตัวพร้อมที่จะทำงานหนักขึ้น
ในขณะที่ Static Stretching นั้นมักจะเน้นทำหลังจากออกำลังแล้วเพื่อให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย พร้อมที่จะพักผ่อน แม้จะทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อยืดเหยียดได้จริงแต่ก็อาจทำให้การตอบสนองของกล้ามเนื้อโดยรวมเชื่องช้าลง จึงไม่เหมาะที่จะทำก่อนการแข่งขันต่างๆ เนื่องจากจะลดประสิทธิภาพของนักกีฬาลง แต่ถ้าเป็นการออกกำลังเบาๆเพื่อสุขภาพก็ไม่มีผลมากนัก 
คงพอได้ข้อมูลกันคร่าวๆแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้ทุกๆคนนำไปปรับใช้กับการออกกำลังกายกันอย่างถูกต้องเหมาะสมนะครับ