แหล่งแคลเซียมจากอาหาร

แคลเซียมเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูก เพื่อให้กระดูกแข็งแรงเราจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมให้เพียงพอในแต่ละวัน ปริมาณที่แนะนำ ผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1000 มิลลิกรัม สำหรับผู้หญิงอายุตั้งแต่ 50 ปีและชาย 70 ปีขึ้นไปควรได้รับวันละ 1200 มิลลิกรัม

calcium source

 

แหล่งแคลเซียมได้มาจากอาหารที่รับประทานในแต่วันและได้จากอาหารเสริม อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่

✔ นม 1 แก้ว (300 มิลลิลิตร) มีแคลเซียม 280 มิลลิกรัม
✔ งาดำ 1 ขีด มีแคลเซียม 990 มิลลิกรัม
✔ เต้าหู้ 1 ขีด มีแคลเซียม 370 มิลลิกรัม
✔ ชีส 1.5 ออนซ์ มีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม
✔ ผักใบเขียวที่มีลักษณะแข็ง (บรอกโคลี คะน้า ผักกาดขาว เป็นต้น)
✔ ซาร์ดีน 3 ออนซ์ มีแคลเซียม 330 มิลลิกรัม
✔ แซลมอน 3 ออนซ์ มีแคลเซียม 180 มิลลิกรัม
✔ น้ำสัมคั้น 1 แก้ว มีแคลเซียม 70 มิลลิกรัม
และอื่นอีกมากมาย

การรับประทานอาหารที่ครบถ้วนและมีประโยชน์ ร่างกายจะได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอแน่นอน

สำหรับผุ้สูงอายุ, ผู้ที่มีปัญหารับประทานอาหารได้น้อยตลอดจนผู้ที่มีโรคประจำตัวบางอย่างอาจได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารเสริม ซึ่งมีหลายรูปแบบ ได้แก่ Calcium Carbonate, Calcium Citrate, Calcium L-Threonate, Calcium Gluconate, Calcium Lactate ซึ่งก็มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันไป

เอาเป็นที่เจอบ่อยๆในเมืองไทยนะครับ
🍭 Calcium Carbonate ราคาถูกสุด ตามสูตรโครงสร้างจะแตกตัวให้เนื้อแคลเซียมเพียง 40% หมายความว่าถ้าทาน Calcium Carbonate 1000 มิลลิกรัม จะได้เนื้อแคลเซียมเพียง 600 มิลลิกรัม แถมการดูดซึมต่ำจึงอาจได้รับจริงไม่ถึง 600 มิลลิกรัมนะครับ ซึ่งแคลเซียมที่ไม่ถูกดูดซึมอาจทำให้ท้องอืด ท้องผูกได้ด้วย

🍭 Calcium Citrate แตกตัวให้เนื้อแคลเซียมเพียง 21% แต่ดูดซึมในกรดของกระเพาะอาหารได้ดีมาก (>50%)
จึงไม่ทำให้อืดแน่นท้องหรือท้องผูก เป็นมิตรกับทางเดินอาหารมากแต่ไม่เป็นมิตรกับกระเป๋าสตางค์เท่าไหร่

🍭 Calcium L-Threonate แม้จะแตกตัวได้เนื้อแคลเซียมเพียง 13% แต่ว่ากันว่าดูดซึมได้ทั้งหมดเลย!!!! แถมเจ้าตัว L-Threonate ยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูกด้วย จึงอาจถือเป็นตัวสุดยอดของท้องตลาดก็ว่าได้ ราคาก็สูงลิ่วตาม

อย่างไรก็ตามขอให้ข้อแนะนำว่า
✏ แคลเซียมเสริมไม่สามารถทดแทนแคลเซียมหลักจากอาหารได้
✏ หากได้รับไม่พอจึงเลือกแคลเซียมเสริม
✏ อย่าดูที่ตัวเลขประกอบ เช่น แคลเซียม 1500 ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่ถึง 1500 มิลลิกรัมหรอกครับ
✏ การทานแคลเซียมมากเกินวันละ 2000 มิลลิกรัม อาจเกิดผลเสียตามมาได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกบางและโรคกระดูกพรุน เป็นความเหมือนที่แตกต่าง เมื่อเราอายุมากขึ้น เนื้อกระดูกย่อมเบาบางลงเป็นธรรมดา แต่ในบางครั้งเนื้อกระดูกเบาบางลงมากกว่าที่ควรจะเป็น เรียกว่า “กระดูกพรุน”

ในผู้ที่เนื้อกระดูกบางมากๆอาจทำให้ปวดเมื่อยทั่วๆโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้น คือ เนื้อกระดูกที่บางเกินไปอาจทำให้กระดูกแตกหักได้ง่าย หากจุดที่แตกหักนั้นเป็นจุดสำคัญ เช่น กระดูกสันหลังหรือสะโพก (ซึ่งพบได้บ่อยมาก) ย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผู้ป่วยและญาติๆผู้ดูแลอย่างมากมายมหาศาล

เราคงไม่อยากให้คนใกล้ตัวหรือผู้ที่รู้จักประสบกับภาวะนี้ใช่มั้ยครับ ดังนั้นเราลองมาสำรวจความเสี่ยงกันหน่อยดีกว่า

osteoporosis risk factor

อายุ แม้จะเป็นเพียงตัวเลข แต่ในทางการแพทย์นั้นถือว่าเป็นตัวเลขที่สำคัญมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ว่ากันว่าตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปกระดูกจะบางลงปีละ 1%-3%ทุกๆปีเลย

เพศ ผู้หญิงจะมีความเสี่ยงกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อหมดประจำเดือนแล้วเนื้อกระดูกจะบางลงอย่างรวดเร็ว พบว่าประมาณ 20%-30% ของผู้หญิงที่อายุเกิน 60 ปีจะมีภาวะกระดูกพรุน ยิ่งถ้าใครหมดประจำเดือนเร็ว(ก่อน 45ปี) จะยิ่งมีความเสี่ยงของกระดูกพรุนสูงขึ้น

ประวัติเคยกระดูกหัก อาจบ่งชี้ถึงว่ากระดูกของคุณบางกว่าปกติและอาจถึงขั้นกระดูกพรุนได้

ประวัติครอบครัว ถ้าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเคยกระดูกหัก นั่นอาจหมายถึงพันธุกรรมของครอบครัวเรามีเนื้อกระดูกที่บาง และเราก็อาจมีกระดูกที่บางกว่าปกติด้วย

เชื้อชาติ โรคนี้มักพบในชาวเอเชีย!!!!!นั่นหมายความว่าคนไทยทุกคนมีความเสี่ยงข้อนี้ติดตัวมาแต่กำเนิดนะ!!!!แต่ไม่ต้องตกใจไป มันเป็นเรื่องของความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าต้องป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนทุกคน

 OSTA score

รูปร่างผอม นี่อาจเป็นเพียงไม่กี่โรคที่คนอ้วนได้เปรียบคนผอม5555ทั้งนี้เนื่องจากน้ำหนักที่กดอัดกระดูกจะกระตุ้นให้กระดูกมีการปรับตัวเพิ่มความหนาแน่นให้มากขึ้นนั่นเอง แต่คนที่ผอมก็ไม่ต้องตกใจไปนะครับ ลองคำนวณเล่นๆเอาน้ำหนักตัวลบอายุ แล้วเอาผลลัพธ์ที่ได้มาหารด้วย 5 อีกทีถ้าค่านี้มากกว่า -1ถือว่าความเสี่ยงต่ำไม่ต้องกังวล ถ้าอยู่ระหว่าง -1 ถึง -4เป็นช่วงเตือน ต้องปรับตัวดูแลสุขภาพสักหน่อยก็พอไหว แต่ถ้าค่าที่ได้ต่ำกว่า -4ก็ปรึกษาแพทย์ดีกว่าครับ

ยา โดยเฉพาะกลุ่มสเตียรอยด์ ถ้าใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้กระดูกพรุนได้

บุหรี่ ทำให้เนื้อกระดูกบางลง และพบว่าหากสูบมากกว่า 20มวนต่อวันจะเสี่ยงต่อกระดูกสะโพกหักมากกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 150% แถมถ้ากระดูกหักแล้วบุหรี่ยังทำให้กระดูกติดช้าลงด้วย

แอลกอฮอล์ ดื่มน้อยๆเป็นยา แต่ถ้าดื่มมากเกินไปไม่ดีแน่ สำหรับเรื่อกระดูกหากดื่มมากกว่า 3 standard drink ต่อวัน(เบียร์ 5% 3 กระป๋องหรือไวน์ประมาณ3 แก้ว) จะเพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุน

ขาดการออกกำลังกาย ในที่นี้หมายถึงการออกกำลังกายประเภทที่มีแรงกดกระแทกร่วมด้วย เช่น วิ่ง เทนนิส บาสเกตบอล ฯลฯ ซึ่งกระดูกจะโดนอัดกระแทกทำให้มีการสร้างเนื้อกระดูกให้แน่นขึ้น ถ้าเป็นพวกว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อาจจะไม่ช่วยเพิ่มมวลกระดูกนะครับ แต่ก็จะเป็นประโยชน์ด้านอื่นๆแทน

โรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคต่อมไทรอยด์ โรคตับ โรคลำไส้ ฯลฯ สามารถทำให้กระดูกบางลงได้