แหล่งแคลเซียมจากอาหาร

แคลเซียมเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูก เพื่อให้กระดูกแข็งแรงเราจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมให้เพียงพอในแต่ละวัน ปริมาณที่แนะนำ ผู้ใหญ่ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1000 มิลลิกรัม สำหรับผู้หญิงอายุตั้งแต่ 50 ปีและชาย 70 ปีขึ้นไปควรได้รับวันละ 1200 มิลลิกรัม   แหล่งแคลเซียมได้มาจากอาหารที่รับประทานในแต่วันและได้จากอาหารเสริม อาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่  นม 1 แก้ว (300 มิลลิลิตร) มีแคลเซียม 280 มิลลิกรัม งาดำ 1 ขีด มีแคลเซียม 990 มิลลิกรัม เต้าหู้ 1 ขีด มีแคลเซียม 370 มิลลิกรัม ชีส 1.5 ออนซ์ มีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม ผักใบเขียวที่มีลักษณะแข็ง (บรอกโคลี คะน้า ผักกาดขาว เป็นต้น) ซาร์ดีน …

ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน

ภาวะกระดูกบางและโรคกระดูกพรุน เป็นความเหมือนที่แตกต่าง เมื่อเราอายุมากขึ้น เนื้อกระดูกย่อมเบาบางลงเป็นธรรมดา แต่ในบางครั้งเนื้อกระดูกเบาบางลงมากกว่าที่ควรจะเป็น เรียกว่า “กระดูกพรุน” ในผู้ที่เนื้อกระดูกบางมากๆอาจทำให้ปวดเมื่อยทั่วๆโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้น คือ เนื้อกระดูกที่บางเกินไปอาจทำให้กระดูกแตกหักได้ง่าย หากจุดที่แตกหักนั้นเป็นจุดสำคัญ เช่น กระดูกสันหลังหรือสะโพก (ซึ่งพบได้บ่อยมาก) ย่อมส่งผลกระทบทั้งต่อตัวผู้ป่วยและญาติๆผู้ดูแลอย่างมากมายมหาศาล เราคงไม่อยากให้คนใกล้ตัวหรือผู้ที่รู้จักประสบกับภาวะนี้ใช่มั้ยครับ ดังนั้นเราลองมาสำรวจความเสี่ยงกันหน่อยดีกว่า อายุ แม้จะเป็นเพียงตัวเลข แต่ในทางการแพทย์นั้นถือว่าเป็นตัวเลขที่สำคัญมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ว่ากันว่าตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปกระดูกจะบางลงปีละ 1%-3%ทุกๆปีเลย เพศ ผู้หญิงจะมีความเสี่ยงกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อหมดประจำเดือนแล้วเนื้อกระดูกจะบางลงอย่างรวดเร็ว พบว่าประมาณ 20%-30% ของผู้หญิงที่อายุเกิน 60 ปีจะมีภาวะกระดูกพรุน ยิ่งถ้าใครหมดประจำเดือนเร็ว(ก่อน 45ปี) จะยิ่งมีความเสี่ยงของกระดูกพรุนสูงขึ้น ประวัติเคยกระดูกหัก อาจบ่งชี้ถึงว่ากระดูกของคุณบางกว่าปกติและอาจถึงขั้นกระดูกพรุนได้ ประวัติครอบครัว ถ้าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายเคยกระดูกหัก นั่นอาจหมายถึงพันธุกรรมของครอบครัวเรามีเนื้อกระดูกที่บาง และเราก็อาจมีกระดูกที่บางกว่าปกติด้วย เชื้อชาติ โรคนี้มักพบในชาวเอเชีย!!!!!นั่นหมายความว่าคนไทยทุกคนมีความเสี่ยงข้อนี้ติดตัวมาแต่กำเนิดนะ!!!!แต่ไม่ต้องตกใจไป มันเป็นเรื่องของความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าต้องป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนทุกคน …